[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
ค้นหา   
เมนูหลัก
ภาพกิจกรรม
เว็บไซต์อื่นๆ

สถิติผู้เยี่ยมชม

 เริ่มนับ 18/ธ.ค./2560
ผู้ใช้งานขณะนี้ 11 IP
ขณะนี้
11 คน
สถิติวันนี้
975 คน
สถิติเมื่อวานนี้ี้
1943 คน
สถิติเดือนนี้
53169 คน
สถิติปีนี้
426419 คน
สถิติทั้งหมด
1013613 คน
IP ของท่านคือ 3.238.90.95
(Show/hide IP)

  

   เว็บบอร์ด >> สอบถาม พูดคุยเกี่ยวกับการเรียนการสอน >>
Life and Joy in Istanbul  VIEW : 144    
โดย ngongsus

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 4
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 80%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 58.8.152.xxx

 
เมื่อ : เสาร์ ที่ 25 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2565 เวลา 13:38:14   

 

 

กิจกรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็น The Must คือล่องเรือส่วนมากแล้วนักท่องเที่ยวจะต้องนั่งเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) เป็นช่องแคบแบ่งเขตแดนสองฝั่งของตุรกี คือฝั่งยุโรป (Rumelia) และฝั่งเอเชีย(อนาโตเลีย) ช่องแคบที่ว่านี้ไว้ใช้เป็นช่องทางเดินเรือระหว่างประเทศ ระหว่างล่องเรือจะพบกับทัศนียภาพอันสวยงามของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างสำคัญสมัยออตโตมัน (ยุคอดีตอันเรืองรองของจักรพรรดิคอนสแตนติน) และบ้านเมืองที่เรียงรายริมฝั่งสวยงามเราเองก็ตั้งใจจะล่องเรือชมช่องแคบที่ว่านี้เช่นกัน แต่ทว่าขึ้นเรือผิดลำ!
     การขึ้นเรือผิดลำก็เหมือนเต็กๆ ที่ไม่สามารถเถียงหรือเลือกโรงเรียนอนุบาลเองได้ พ่อแม่จะพาไปเรียนที่ไหนก็ต้องยอม คนขับเรือจะพาเรือเทียบท่าไหนก็ต้องไป จึงต้องนั่งเรือต่อไปราวหนึ่งชั่วโมง (ไปไหนยังไม่รู้แล้วแต่ลมทะเลจะพาไป) โดยไม่รู้เลยว่าการหลงทางครั้งนั้นจะเป็นการหลงทางที่ดีอีกครั้งหนึ่งในชีวิต เรือลำนั้นนำเราไปสู่เกาะแห่งหนึ่ง เกาะซึ่งทำให้รู้สึกราวกับหลุดไปยังสถานที่ไหนสักแห่ง ไม่มีรถ ผู้คนที่มาเที่ยวต้องเดินเท้าหรือเช่าจักรยานเท่านั้น และยังมีรถม้าเปิดประทุนสำหรับขับชมรอบเมือง และนี่คือเกาะ Buyu-kada หนึ่งใน 9 เกาะของ Prince's Island
     ตามประวัติศาสตร์ ชื่อเกาะเจ้าชาย (Prince's Isand) นี้ได้มาจากสมัยที่อาณาจักรไบแซนไทน์ถูกจักรวรรดิออตโตมันบุกล้อมและยึดในปี 1453 พร้อมเนรเทศเหล่าเจ้าชายและราชวงศ์ให้มาอยู่ที่นี่ (เรื่องย้อนแย้งอันน่าตลกคือในภายหลังเกิดความวุ่นวายทางการเมือง สุลต่านบางองค์และครอบครัวแห่งจักรวรรดิออตโตมันก็ถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน)เวลาผ่านไปจนในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พักร้อนของเหล่าเศรษฐีทั้งหลาย ก่อนจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเชิงประวัติศาสตร์เช่นในทุกวันนี้ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 9 แห่งของเกาะเจ้าชายคือเกาะบูยูคาด้า (Buyukada) บริเวณท่าเรือเต็มไปด้วยคาเฟ่หลากสไตล์
     ร้านอาหารมากมาย พร้อมร้านขายของฝากกับสินค้าที่ชวนให้เสียเงินซื้อ เมื่อเดินเข้าไปยังภายในเรื่อยๆ จะเริ่มพบกับอาคารแปลกตา บางหลังเป็นไม้ระแนงสีขาวที่ถูกปล่อยเก่าตามกาลเวลา บ้างก็รีโนเวทใหม่ให้ดูสะอาดและไม่ขอมซ่อ เมื่อลองศึกษาดูพบว่าเป็นสไตล์ Wooden Victorian คือรูปแบบสถาปัตยกรรมมาจากยุควิคตอเรียนแต่วัสดุที่ใช้เน้นไปทางไม้หลายหลังมีอายุนับร้อยปี และยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีในขณะที่บางหลังผุพังตามกาลเวลา บางหลังก็เป็นอาคารปูนที่น่าจะสร้างขึ้นในภายหลังแล้ว
     เดินสำรวจต่อไปเรื่อยอีกก็จะเจอท่ารถม้า (นอกจากจะมีท่าเรือแล้ว อิสตันบูลก็ยังมีท่ารถม้าด้วย!) รถม้าเปิดประทุนเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเดินทางที่ใช้ภายในเกาะ จะนั่งเสมือนว่าเป็นแท็กชื่ หรือจะใช้เป็นทัวร์รอบเมืองก็แล้วแต่สะดวก บริเวณนี้มีกลิ่นแรงมากเพราะม้าเยอะไปหมด
     ระหว่างที่เดินตามทาง อย่างไรก็ต้องระวังรถม้าด้วยเพราะบางทีพวกเขาจะวิ่งมาเร็วมากและเป็นฝ่ายนักท่องเที่ยวเองที่ต้องคอยหลบมากกว่าให้ม้าเบรค เลยมาจากบริเวณร้านค้าคาเฟ่ก็จะเริ่มสังเกตเห็น วิถีชีวิตของชาวบ้านบนเกาะซึ่งมีความเรียบง่าย หลายจุดเงียบสงบ ร่มรื่น ดูสบายจนน่าหลงใหลไม่อยากกลับ ด้วยอากาศที่เย็นสบายกำลังดีนั้นเองเราจึงแวะคาเฟ่หน้าตาน่ารักชวนให้เข้าแห่งหนึ่งชื่อ Hayal Adsi Cafe &Bistro มีขายทั้งกาแฟ เครื่องดื่ม ขนมปัง และอาหารหลากหลายแนวทั้งพื้นเมือง อาหารฝรั่ง และฟิวชั่นฟู้ดแอบบอกไว้นิดหน่อยว่าเกาะนี้แมวเยอะมาก น่าจะถูกใจCatlovers ทั้งหลายให้ถ่ายรูปกันจนเมื่อยมือ
     วิธีการมาซื้อตั๋วไปกลับจากท่าเรือ Kabatas ขากลับไม่มีบอกเวลา จึงสามารถเลือกเวลากลับได้ตามใจชอบแต่ละรอบห่างกันราวหนึ่งชั่วโมง เราถึงกับเลื่อนสองรอบเพราะติดใจเดินชมเกาะแห่งนี้มาก เนื่องจากเมื่อไปถึงก็บ่ายแล้วทำให้มีเวลาจำกัดจึงสำรวจได้ไม่ทั่วถึงหากเดินเข้าไปไกลมากกว่านี้มั่นใจว่าคงมีอะไรให้ดูอีกเยอะแน่นอน ดังนั้นถ้าจะให้ดีควรมีเวลาบนเกาะนี้หนึ่งวันเต็มๆ หรือถ้ามีเวลาน้อยก็ควรเผื่อเวลาสักครึ่งวันเพราะเดินทางไปกลับก็ราวสองชั่วโมงกว่าแล้วไม่รวมกับการตกอยู่ใต้ภวังค์ความสงบเงียบและความงามแปลกตาหาที่หนไม่ได้อีกราว 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ และแม้จะขึ้นเรือผิดลำก็ได้ชมความงามสองริมฝั่งของเมืองอิสตันบูลเช่นกัน นกนางนวลสีขาวบินตัวปลิวว่อนตามลำเรือหมายว่านักท่องเที่ยวคงจะมีอาหารให้ ปรากฏกลายเป็นภาพสวยงามจนนักท่องเที่ยวหลายคนขอแซะภาพเป็นที่ระลึก
     ก่อนกลับแวะพาไปชมสีสันคัลเลอร์ฟูลของอิสตันบูลกันบ้าง เมืองนี้มีคาเฟ่และร้านอาหารเรียงรายตามทาง และยิ่งจะเยอะเป็นพิเศษเมื่อเข้าใกล้ใจกลางย่านท่องเที่ยวอย่างแกรนด์ บาซาร์ สถานที่ช้อปปิ้งอันโด่งดัง เข้าไปดูก็พบว่าเป็นเหมือนตลาดนัดการค้าของเมืองอิสลามหลายแห่ง สินค้าหลายอย่างมีขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยว บรรดาสินค้าของฝาก ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเซรามิค เครื่องทองเหลือง ดวงตาปิศาจ พรมเปอร์เชียทั้งแบบทอมือและทอเครื่อง ซึ่งราคาในตลาดแบบนี้ก็คงรู้กันดีว่าน่าจะแพงเอาการกว่าข้างนอก เสื้อหนังรองเท้า สินค้าเลียนแบบของแบรนต์เนม และอีกมากมายจนเดินไม่ไหว พาออกมาสูดอากาศดีข้างนอกกันดีกว่า มีคาฟ่สีสันสดใสหน้าตาน่ารักมากมายรอเราอยู่ ไหนจะร้านขายน้ำส้มสดที่ราคาถูกแสนถูก แถมมีส้มหลายแบบให้เลือก รสชาติเปรี้ยวหวานหอมชื่นใจ
     มาแวะคาเฟ่แห่งหนึ่งชื่อ Mittara Cafe (คาเฟ่แห่งนี้จะอยู่ไม่ใกล้ไม่ใกลจากแกรนด์บาซาร์สามารถเดินได้)ร้านดูเป็นสไตล์ Homey มากๆ ผนังเป็นหิน ตกแต่งประดับประดาด้วยของสะสมทั้งของเก่าของใหม่ งานแฮนด์เมด ภาพเพ้นท์ติ้ง ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกินคุณป้าเจ้าของมาต้อนรับพลางเชื้อเชิญให้นั่ง บอกว่านอกจากแม่บ้านที่คอยทำความสะอาดและช่วยเหลือได้เพียงเล็กๆ น้อยเท่านั้น ก็มีป้าเพียงคนเดียวนั่นล่ะที่ทำอาหารและเครื่องดื่มเนื่องจากใส่ใจทุกขั้นตอนจึงอาจจะต้องรอนิดหน่อย ระหว่างนั้นชิมขนมปังอบโฮมเมตรอ รสชาติอร่อยมาก หอมหวานกำลังพอดี เข้มข้นกรอบนอกนุ่มใน กินคู่กับคาปูชิโนหรือจะตัวอื่นก็ได้อร่อยไม่ต่างกัน รอสักพักคุณป้าก็นำ Omelette มาเสิร์ฟ ตอนแรกที่คุณป้าแนะนำว่าจะทำมาให้ทานแล้วบอกว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอนเพราะเป็นสูตรของทางร้านเอง เราก็ไม่แน่ใจว่าจะอร่อยแค่ไหน

 

ทดลองเล่นสล็อตฟรี


     แต่เมื่อคุณป้านำมาให้ก็ถึงกับอุทานขอถ่ายรูปกันสนุกสนาน ก็ไข่เจียวของคุณป้านี่ยังกับหลุดมาจากPinterest หน้าตาดี แถมรสชาติยังว้าวสุดๆ คุยไปคุยมาเล่าว่าร้านนี้ติดอันดับร้านแนะนำในเว็บไซค์ชื่อดังแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวหลายคนเดินทางมาอิสตันบูลและตั้งใจมาร้านนี้เป็นพิเศษ บางคนถึงกับเคาะประตูร้านตั้งแต่เข้าตรู่จนคุณป้าต้องลงมาทำอาหารให้
     ก่อนจบคอลัมน์พาไปชมอีกหนึ่งอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่บริเวณจัตุรัสสุลด่านอาห์เมต เสาหินโบราณทรงสี่เหลี่ยมแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นตัดกับสีท้องฟ้า บริเวณปลายแหลมเป็นรูปทรงปีระมิดทั้งสี่ด้านของเสามีการแกะสลักอักษรอียิปต์โบราณฐานทำจากหินอ่อนแกะสลักลวดลายเป็นภาพนูนต่ำสวยงามและปัจจุบันคงอยู่ในสภาพทีสมบูรณ์ นั่นคือเสาโอเบลิสก์ของธีโอโดซีอุส (Obelisk of Theodosius ) เป็นอนุสาวรีย์เสาหินอายุกว่า 3,500 ปี ทำด้วยหินแกรนิตสีแดงจากอัสวาน (เมืองแห่งหนึ่งในประเทศอียิปต์) ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ Thutmose III(1479-1425 ก่อนคริสต์ศักราช) เดิมตั้งอยู่ในมหาวิหาร Karnak ต่อมาจักรพรรดิแห่งโรมันได้ส่งเสาหินไปตามแม่น้ำไนล์จนถึงเมืองอเล็กชานเดรียเพื่อรำลึกถึง 20 ปีการครองราชย์ ก่อนถูกนำมาไว้ที่เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล (อิสต้นบูลในปัจจุบัน แต่เดิมมีความสูง30 เมตร แต่เนื่องจากส่วนล่างได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งจนต้องสร้างใหม่ ทำให้ในปัจจุบันเสาโอเบลิสก์เมื่อรวมกับแท่นฐานจะมีขนาดสูง 25.6 เมตร
     เรื่องราวของอิสตันบูลยังคงมีอีกมากมาย ความเพลิดตาเพลินใจแทบจะรอคุณทุกย่างก้าวจนอดใจไม่ไหวที่จะกลับไปอีกครั้ง และเป็นเรื่องราวที่ควรถูกเล่าด้วยตัวคุณเอง : )







Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : จำกัดขนาด 100 KB *เฉพาะไฟล์ .jpg, .jpeg, .gif หรือ .png เท่านั้น
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :